PBAMC

สินเชื่อและการเงิน20 ส.ค. 2569

ไขข้อข้องใจ: NPL กับ NPA ต่างกันอย่างไร? เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อบ้านมือสอง

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง NPL (หนี้เสีย) และ NPA (ทรัพย์สินรอการขาย) ช่วยให้คุณเข้าใจกลไกทางการเงินและเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมั่นใจ

แชร์:
ภาพบ้านเดี่ยวสองชั้นสไตล์โมเดิร์นในหมู่บ้านจัดสรรบรรยากาศอบอุ่น

เวลาที่เราฟังข่าวเศรษฐกิจหรือกำลังมองหาบ้านมือสองราคาดี หลายคนมักจะได้ยินคำว่า NPL และ NPA อยู่บ่อยครั้ง จนอาจเกิดความสับสนว่าทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร การเข้าใจความหมายของคำศัพท์ทั้งสองนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์และคนทั่วไปสามารถวางแผนทางการเงิน มองเห็นโอกาสในการเลือกซื้อบ้านราคาคุ้มค่า และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างปลอดภัย

NPL คืออะไร? ทำความรู้จักกับหนี้เสียทางการเงิน

NPL ย่อมาจาก Non-Performing Loan หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หนี้เสีย หมายถึง สินเชื่อที่ผู้กู้ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืนแก่สถาบันการเงินติดต่อกันเกินกว่า 90 วัน (หรือ 3 เดือน) ขึ้นไป ตามเกณฑ์กำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย

ในมุมมองทางการเงิน NPL คือสถานะของ "สัญญาหนี้" ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่ธนาคาร ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างผู้กู้กับสถาบันการเงิน โดยที่ตัวทรัพย์สินค้ำประกัน เช่น บ้านหรือที่ดิน ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้อยู่ เพียงแต่อยู่ในกระบวนการติดตามทวงถามหนี้หรือเตรียมเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย บุคคลทั่วไปจึงไม่สามารถซื้อขายบ้านในสถานะ NPL เพื่อเข้าอยู่อาศัยได้ทันที

NPA คืออะไร? ทรัพย์สินรอการขายที่ธนาคารเปิดโอกาสให้ซื้อ

NPA ย่อมาจาก Non-Performing Asset หรือภาษาไทยเรียกว่า ทรัพย์สินรอการขาย หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ทรัพย์หลุดจำนอง หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์อย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

ที่มาของ NPA เกิดจากการที่ลูกหนี้ NPL ไม่สามารถชำระหนี้ต่อได้ จึงยินยอมโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ หรือสถาบันการเงินทำการฟ้องร้องบังคับคดีและเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินนั้นกลับมา จากนั้นธนาคารจะนำ NPA ซึ่งอาจเป็นบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรือที่ดินเปล่า มาประกาศขายทอดตลาดแก่บุคคลทั่วไปเพื่อนำเงินกลับมาชำระหนี้ค้าง

สรุปความแตกต่างสำคัญระหว่าง NPL กับ NPA

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ความแตกต่างระหว่าง NPL และ NPA สามารถสรุปจุดสำคัญได้ดังนี้

  • สถานะกรรมสิทธิ์: NPL คือสถานะหนี้ที่ผู้กู้ยังเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ส่วน NPA คือทรัพย์สินที่ธนาคารได้กรรมสิทธิ์มาครองโดยสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
  • การซื้อขายและการเข้าอยู่อาศัย: คนทั่วไปไม่สามารถซื้อ NPL มาอยู่อาศัยได้โดยตรง แต่สำหรับ NPA ประชาชนทั่วไปสามารถยื่นขอซื้อจากธนาคารเพื่อย้ายเข้าอยู่หรือรีโนเวทได้ทันที
  • ระดับความเสี่ยงของผู้ซื้อ: การซื้อ NPA มีความปลอดภัยทางกฎหมายสูงกว่า เพราะทำนิติกรรมกับธนาคารโดยตรง ส่วน NPL เป็นเรื่องสิทธิในสัญญาหนี้ที่มีความซับซ้อนสูง

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน NPA

ทรัพย์สินรอการขายหรือ NPA ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับคนที่อยากมีบ้าน เพราะมักเปิดขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปประมาณ 10% - 30% และมักตั้งอยู่ในทำเลดี อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  1. ลงพื้นที่สำรวจสภาพจริง: บ้าน NPA มักขายตามสภาพเดิม ผู้ซื้อควรไปดูสถานที่จริงเพื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมล่วงหน้า
  2. ตรวจสอบผู้อยู่อาศัยเดิม: ควรตรวจสอบว่ายังมีเจ้าของเดิมหรือผู้เช่าอาศัยอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาในการย้ายออก
  3. เช็กเงื่อนไขสินเชื่อล่าสุด: เงื่อนไขการยื่นกู้และอัตราดอกเบี้ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดกับธนาคารที่เกี่ยวข้องโดยตรงเสมอ

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง NPL และ NPA ช่วยให้คุณมองเห็นกลไกของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างถูกต้อง หากคุณกำลังมองหาบ้านราคาประหยัด การศึกษาข้อมูลทรัพย์สินรอการขาย (NPA) อย่างรอบคอบ จะช่วยให้คุณได้บ้านที่ถูกใจ ในราคาคุ้มค่า และวางแผนการเงินได้อย่างสบายใจ

แชร์: